มอญ
 
 
มอญเป็นชนกลุ่มน้อย ที่อพยพหลบหนีภัยทางด้านการเมือง การปกครองและการสงครามมาจากประเทศพม่าเข้าสู่ประเทศไทยหลายครั้ง ดังหลักฐานการอพยพของมอญที่ได้มีการบันทึกไว้เป็นทางการอย่างแน่นอนเป็นครั้งแรก ใน พ.ศ. ๒๑๒๗ หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพ ณ เมืองแครง เป็นต้นมา และยังได้มีการอพยพครั้งสำคัญ ๆ ของมอญอีก ๘ ครั้ง คือ สมัยกรุงศรีอยุธยา ๕ ครั้ง สมัยธนบุรี ๑ ครั้ง และสมัยรัตนโกสินทร์ ๒ ครั้ง ได้แก่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
การอพยพของมอญเข้าสู่ประเทศไทยนั้น มักจะกระจายกันตั้งหลักแหล่งอยู่ตามบริเวณแม่น้ำ อาทิริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตลอดจนลำน้ำแม่กลองในอำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และในจังหวัดกาญจนบุรีรวมทั้งที่ปากลัด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ นอกจากนี้ยังมีในจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่จังหวัดสมุทรสาคร ลพบุรี อุทัยธานี ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ และกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ใน จังหวัดธนบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี นครปฐม กรุงเทพ-มหานคร ฉะเชิงเทรา อยุธยา สุพรรณบุรี นครราชสีมา นครสวรรค์ ปราจีนบุรีเป็นต้น
สำหรับชาวมอญในจังหวัดสมุทรสาครนั้น พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ได้กล่าวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของชาวมอญไว้ว่า อพยพหลบภัยจากพม่า เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๗ และโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ บริเวณป้อมวิเชียรโชฎก หรือบ้านป้อม มีวัดบ้านป้อม หรือวัดป้อมวิเชียรโชติการาม เป็นศูนย์กลางนับแต่นั้นมา และจากการตรวจสอบประวัติความเป็นมาของชาวมอญในเขตอำเภอเมืองสมุทรสาคร และอำเภอบ้านแพ้ว ได้ความสอดคล้องเพิ่มเติมว่า ภายหลังได้มีชาวมอญอพยพมาจากจังหวัดปทุมธานี และบ้านมอญกรุงเทพมหานคร มาสมทบกับชาวมอญกลุ่มเดิม ในราวรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเสาะหาแหล่งประกอบอาชีพแห่งใหม่ และได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลท่าทราย ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองสมุทรสาคร ด้วยเป็นแหล่งอุดมด้วยป่าจาก อาชีพที่ทำในขณะนั้นจึงได้แก่ การทำจากมุงหลังคา กับตัดฟืนขาย ขณะเดียวกันก็เสาะหาแหล่งทำการเกษตรกรรมไปด้วย ภายหลังได้แจ้งข่าวซึ่งกันและกัน เกี่ยวกับแหล่งที่ทำมาหากินเพิ่มขึ้นจนถึงบริเวณอำเภอบ้านแพ้ว ด้วยมีพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ชาวมอญจึงได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ตามตำบลต่าง ๆ ในอำเภอบ้านแพ้ว อาทิ ตำบลเจ็ดริ้วตำบลหลักสอง ตำบลหลักสาม ตำบลบ้านแพ้ว ตำบลอำแพง ฯลฯ พร้อมกับดำรงชีพด้วยอาชีพเกษตรกรรมทำสวน ทำนา ตราบจนปัจจุบันนี้
สภาพความเป็นอยู่ของชาวมอญ
สภาพความเป็นอยู่ของมอญในจังหวัดสมุทรสาคร โดยทั่วไปแล้ว จะมีลักษณะการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายด้วยการยึดอาชีพทำไร่ ทำนา ทำสวน ค้าขาย ฯลฯ เช่นเดียวกับชาวไทยกลุ่ม อื่น ๆ ส่วนทางด้านศิลปหัตถกรรมนิยมทำเครื่องจักรสาน และสานเสื่อเท่านั้น สำหรับวัฒนธรรมประเพณียังคงรักษาตามแบบเดิมไว้บาง อาทิ ลักษณะการสร้างบ้านเรือน ภาษา การแต่งกาย ตลอดจนพิธีกรรมต่าง ๆ บางพิธีที่สืบต่อกันเป็นประเพณีมาจนปัจจุบัน อันได้แก่
การสร้างบ้านเรือน ชาวมอญส่วนใหญ่จะนิยมปลูกสร้างบ้านเรือนในบริเวณที่ราบลุ่ม ใกล้แม่น้ำลำคลองอย่างเดียวกับที่เคยปฏิบัติกันมาแต่โบราญ ทว่าลักษณะการสร้างบ้านเรือน จะแตกต่างไปจากบ้านชาวไทยในด้านการก่อสร้าง กล่าวคือมักปลูกบ้านเรือนในลักษณะของ แม่น้ำ ลำคลอง โดยเอาด้านขื่อลงทางแม่น้ำลำคลอง เพื่อจะได้มีลมพัดเข้าบ้านตลอดเวลา อากาศจะได้ไม่ร้อน เพราะมีลมพัดเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่ตลอดทั้งปี หรือหันหน้าบ้านเรือนไปทางทิศตะวันตกบ้าง จนมีศัพท์เรียกมอญว่า "มอญขวาง" เกิดขึ้น ส่วนวัสดุที่ใช้ก่อสร้างบ้านเรือนก็คล้ายกับบ้าน คนไทยทั่ว ๆ ไป แต่เสาเรือนที่เป็นเสาหลักหรือเสาเอกของบ้าน จะต้องเป็นที่ประดิษฐานผีบ้านผีเรือนตามความเชื่อของมอญด้วย
ภาษา ภาษาที่ใช้สื่อสารกันในระหว่างชาวมอญด้วยกันทั้งภายในบ้านนอกบ้าน จนถึงวัด ซึ่งประกอบพิธีทางศาสนา จะใช้ภาษามอญทั้งในการพูด บทสวดมนต์และการเทศน์ เว้นแต่เมื่อมีการติดต่อกับคนไทยภายนอกเท่านั้นจึงจะใช้ภาษาไทย
การแต่งกาย แม้ปัจจุบันชาวมอญจะแต่งกายเช่นเดียวกับชาวไทยทั่วไปก็ตาม แต่ก็ยังคงมีลักษณะของการแต่งกายที่เป็นแบบดั้งเดิมของตนเองปรากฎให้เห็นอยู่บ้างตามแต่โอกาส เช่นนุ่งผ้าลายตาหมากรุกเป็นต้น โดยผู้ชายสูงอายุจะนุ่งผ้านุ่งที่เรียกว่า "สะล่ง" หรือที่ไทยเรียกว่า "โสร่ง" ใส่เสื้อแล้วแต่สะดวกไม่จำกัดแบบ (ปัจจุบันมักใส่อยู่บ้านเท่านั้น) ส่วนผู้หญิงมอญจะนุ่งผ้านุ่งที่เรียกว่า "กานิน" หรือ "นิน" ซึ่งคล้ายการนุ่งผ้าถุงของหญิงไทย แต่ยาวกรอมส้นเท้า เสื้อก็แล้วแต่สะดวกเช่นเดียวกัน แต่เวลาไปวัดหรือมีงานสำคัญจะใช้ผ้าสไบเฉียงไหล่อีกทีหนึ่ง และนิยมไว้ผมยาวเกล้าเป็นมวยต่ำค่อนไปข้างหลัง
ความเชื่อของชาวมอญ
๑. ผีประจำหมู่บ้าน  
เชื่อกันว่าเป็นผีที่ปกปักรักษาและคุ้มครองคนในหมู่บ้านทั้งหมด โดยมากจะสร้างศาลให้เป็นที่ประดิษฐานไว้ในหมู่บ้านบริเวณชายทุ่ง ซึ่งผู้คนสามารถมาเซ่นไหว้ได้อย่างสะดวก และจะต้องทำพิธีเซ่นไหว้อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่คนในหมู่บ้าน โดยมี"คนทรง" เป็นผู้ประกอบพิธีพร้อมทั้งเข้าทรงทำนายทายทัก ถึงสภาพความเป็นไปในปัจจุบัน ตลอดจนความอุดมสมบูรณ์ของอนาคต หรือแก้ไขปัญหาเดือดร้อนต่าง ๆ เป็นต้น
๒. ผีบ้านผีเรือน เป็นผีประจำตระกูล ซึ่งส่วนใหญ่จะตกทอดการสืบผีไปยังบุตรชาย คนหัวปีเรื่อยไปแต่ที่ตำบลเจ็ดริ้ว การสืบผีประจำตระกูลนั้นจะตกทอดไปยังบุตรชายคนสุดท้องแทน หากไม่มีบุตรชายสืบสกุลผีนั้นก็จะขาดจากสกุลนั้นไป จึงต้องมีการรับผีประจำตระกูลด้วยการให้ ผู้ที่รับจะต้องทำหน้าที่เก็บรักษาสมบัติประจำตัวผี อันประกอบไปด้วย แหวนผี ๑ วง เสื้อ ๑ ตัว ผ้าโพกหัว ๑ ผืน โสร่ง ๑ ผืน หม้อ ๑ ใบ
ซึ่งของทั้งหมดจะเก็บรวมไว้ในตะกร้าแขวนไว้ที่เสาตรงหัวนอนของผู้รับผีนั้น และหน้าที่ของผู้รับผีอีกประการหนึ่งก็คือ ทำการรำผีตามประเพณีอยู่เสมอ
อนึ่ง หากมีเหตุการณ์ต่าง ๆ อันไม่คาดฝันเกิดขึ้น อาทิ คนในครอบครัวเจ็บป่วยบ่อย ๆ สมบัติผีชำรุดเช่นพลอยบนหัวผีหลุด แหวนผีหาย ผ้าในตะกร้าขาด ตลอดจนเกิดเรื่องเดือดร้อน ต่าง ๆ เป็นต้น ฉนั้น เมื่อมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ในแต่ละครอบครัว ก็จะต้องจัดให้มีการรำผี เพื่อขอขมาโทษต่อผี แสดงความเคารพนับถือ และความเป็นศิริมงคลแก่ครอบครัว ผีจะได้หายโกรธเคือง จะได้ไม่มีเรื่องเดือดร้อนอีก และบังเกิดแต่ความสุขความเจริญตลอดไป
นอกจากผีทั้งสองชนิดนี้แล้ว ชาวมอญยังนับถือผีที่เป็นสัตว์ หรือพืชต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่มีความสัมพันธ์กับผีบ้านผีเรือน เช่น ผีเต่า ผีงู ผีปลาไหล ผีไก่ ผีข้าวเหนียว ฯลฯ
 
ประเพณีของชาวมอญ
ประเพณีสงกรานต์ ชาวไทยและมอญกำหนดให้วันสงกรานต์ เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตรงกับวันที่ ๑๓ - ๑๕ เมษายน ของทุกปี เช่นกัน อันเป็นระยะเวลาที่ชาวมอญจะร่วมประกอบประเพณีทางศาสนาอย่างพร้อมเพรียงกันถึง ๓ วัน ติดต่อกัน เริ่มตั้งแต่การทำบุญเลี้ยงพระ ด้วยข้าวสงกรานต์ (ข้าวแช่) การแห่นกแห่ปลาไปปล่อยที่วัด การแห่หางหงส์ การสรงน้ำพระ การรดน้ำผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ตลอดจนการเล่นสาดน้ำสงกรานต์การเล่นสะบ้า และการเล่นทะแยมอญ แม้ว่าปัจจุบันมอญบางกลุ่ม เช่นที่ตำบลเจ็ดริ้ว จะละเว้นบ้างบางพิธีและหันมาปฏิบัติตามแบบไทย เพื่อความสะดวก ประหยัดเวลาและเงิน ตลอดจนขาดผู้ริเริ่ม บางพิธีในประเพณีสงกรานต์จึงเริ่มจะสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย เช่น การเล่นสะบ้า และการเล่นทะแยมอญ เป็นต้น แต่ก็ยังพอหาดูได้จาก มอญกลุ่มอื่น ๆ เช่น ที่ปากลัด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นต้น
การเล่นสะบ้า และทะแยมอญ เป็นการละเล่นของชาวมอญที่สืบต่อกันมาแต่โบราณ ทว่า ปัจจุบันหาดูได้ยาก เนื่องจากเสื่อมความนิยมลงเช่นกัน จึงคงเหลืออยู่เฉพาะหมู่บ้านมอญบางแห่ง เท่านั้น เช่น ที่หมู่บ้านมอญ ตำบลบางกระดี่ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ กับที่ปากลัด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และปัจจุบัน ณ วัดคลองครุ ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นต้น
การเล่นสะบ้า เดิมนิยมเล่นกันในหมู่หนุ่มสาวมอญ ที่ยังเป็นโสด โดยจะใช้เวลาเล่นตอนเย็น หลังจากว่างงานหรือเสร็จสิ้นการทำบุญสงกรานต์แล้ว จะนัดหมายกัน ณ บริเวณลานบ้านใดบ้านหนึ่ง ภายในหมู่บ้านของตน พร้อมกับแบ่งผู้เล่นออกเป็นฝ่ายหญิงกับชายในจำนวนที่เท่ากัน และใช้ลูกสะบ้า ซึ่งทำด้วยไม้ลักษณะกลม ๆ แบน ๆ สำหรับทอย หรือเขย่งเตะ หรือโยนด้วยเท้าแล้วแต่โอกาส เป็นเครื่องมือประกอบการเล่นกะให้ถูกคู่เล่นของตน เพื่อจะได้ออกมาเล่นกันเป็นคู่ต่อไป
การเล่นทะแยมอญ เป็นการเล่นที่ใช้ได้เกือบทุกโอกาส ตั้งแต่ โกนจุก บวชนาค แต่งงาน ฉลองพระ ขึ้นบ้านใหม่ แก้บนเจ้า งานศพ ฯลฯ ประกอบด้วยผู้เล่นซึ่งทำหน้าที่ทั้งร้องและรำ ฝ่ายชายและหญิงฝ่ายละ ๑ คน มีเครื่องตนตรีประกอบการเล่น ๕ อย่าง คือ ซอสามสาย ขลุ่ย จะเข้ กลองเล็กสองหน้า ฉิ่ง ผู้เล่นจะร้องรำโต้ตอบกันด้วยเรื่องต่าง ๆ เป็นภาษามอญตามที่นิยมกัน หรือตามความประสงค์ของเจ้าภาพ เช่น เรื่องทศชาติ ชาดก ธรรมสอนใจ วัฒนธรรมสิบสองเดือน และเพลงเกี้ยวพาราสี เป็นต้น ทำนองเดียวกันกับเล่นลำตัดของไทยนั่นเอง จึงมีชาวมอญบางคนเรียกทะแยมอญว่า ลำตัดมอญ
ประเพณีรำผี เป็นพิธีที่สำคัญพิธีหนึ่งของชาวมอญ ซึ่งปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเป็นประเพณี และปัจจุบันยังคงประกอบพิธีนี้บ้างในอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ด้วยมีความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องจากความเคารพนับถือผีตั้งแต่ผีประจำหมู่บ้าน ผีบ้านผีเรือน ผีเต่า ผีงู ผีปลาไหล ผีไก่ ผีข้าวเหนียวเป็นต้น เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บุคคลในครอบครัว ผีจะได้อำนวยความเจริญรุ่งเรืองตามประสงค์ได้ เช่นคนในครอบครัวเจ็บป่วยบ่อย ๆ สมบัติผีชำรุด ของหาย ตลอดจนเกิดเรื่องเดือดร้อนต่าง ๆ อันถือว่าเป็นการผิดผี ในแต่ละครอบครัวจะต้องจัดให้มีการรำผี เพื่อขอขมาโทษต่อผีให้ผีหายโกรธเคือง จะได้ไม่มีเรื่องเดือดร้อนเกิดขึ้นอีก และบังเกิดแต่ความสุขความเจริญตลอดไป
พร้อมกันนั้นในการรำผีนอกจะต้องจัดเครื่องเซ่นตามประเพณีแล้ว ยังต้องสร้างโรงพิธีสำหรับใช้ในการรำผี รวมทั้งจะต้องมีเครื่องดนตรีต่าง ๆ ประกอบเช่น พิณพาทย์ ตะโพน ฉิ่ง ฯลฯ โดยให้ญาติพี่น้องที่นับถือผีเดียวกันและผู้ป่วยร่วมกันร่ายรำไปตาม จังหวะดนตรีจนกว่าจะเสร็จพิธี
ประเพณีล้างเท้าพระ เป็นอีกประเพณีหนึ่งในหลาย ๆ ประเพณีของชาวมอญ ในจังหวัดสมุทรสาคร ที่ยังคงปฏิบัติกันอยู่เช่นเดียวกับมอญ ในจังหวัดอื่น ๆ อาทิ จังหวัดสมุทรปราการ โดยจัดทำขึ้นในวันทำบุญออกพรรษาซึ่งเริ่มจากการนำดอกไม้ต่าง ๆ หลากหลายสีมาวางบนผ้าที่ปูลาดไว้กับพื้นดินเพื่อให้พระสงฆ์ที่กำลัง จะเดินเข้าสู่พระอุโบสถ เหยียบหรือย่ำ ถือเป็นการล้างเท้าพระภิกษุที่ได้ปฏิบัติรักษาศีลมาตลอดพรรษา และเป็นอีก ประเพณีหนึ่งซึ่งจัดว่าเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปฏิบัติอีกเช่นกัน